การเรียนรู้อดีต ทำให้เราเกิดการพัฒนาในปัจจุบัน อดีตเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ อยากจะชวนย้อนไปถึงปี 1980 ในปีที่ผู้คนทั่วโลกกำลังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งประดิษฐ์ยุคดิจิตอลยุคแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจาก IBM หรือเครื่องเล่นแผ่นซีดีก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน พลังงานของผืนพิภพก็กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบภายใต้ ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ (Mount St. Helens) บริเวณพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งได้ย้ำเตือนเราถึงพลังอำนาจของธรรมชาติที่มนุษย์มิอาจคาดเดาได้
และแล้วในวันที่ 18 พฤษภาคม ปีเดียวกันนั้นเอง ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ (Mount St. Helens) ที่รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงโดยไม่มีใครทันระวังตัว
ก่อนเกิดการปะทุ
นับเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ที่นักธรณีวิทยาได้พยายามศึกษาวิเคราะห์ภูเขาไฟในด้านต่าง ๆ เพื่อที่จะคาดการณ์การปะทุล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ถึงกระนั้นการระบุวันเวลาที่ภูเขาไฟจะปะทุนั้นก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับนักธรณีวิทยาอยู่ดี พวกเขาจึงทำได้แค่ตรวจวัดค่าต่าง ๆ จากอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้บริเวณโดยรอบจุดที่มีความเสี่ยง อย่างเช่น เครื่องมือวัดแรงสั่นสะเทือน และเซนเซอร์ตรวจจับแก๊สพิษที่อาจพ่นออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เหล่านี้ พอที่จะกำหนดกรอบเวลาการปะทุได้อย่างหยาบ ๆ เพียงเท่านั้น
โดยหนึ่งในภูเขาไฟที่นักธรณีวิทยาได้จับตามองอย่างใกล้ชิดมาตลอดในช่วงทศวรรษที่ 1980 ก็คือ ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ ที่ได้รับสมญานามว่า “ฟูจิแห่งอเมริกา” ตามรูปลักษณ์ที่สวยงาม และความสมมาตรคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิในประเทศญี่ปุ่นอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งมันดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 100,000 คนในแต่ละปีให้ไปเยี่ยมภูเขาไฟทรงกรวยสลับชั้น ที่ความสูงถึง 2,950 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลแห่งนี้

ที่มา: USGS
อย่างไรก็ดีในช่วงต้นปี ค.ศ. 1980 พื้นดินใต้ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ก็ได้เริ่มสั่นไหวเป็นช่วง ๆ ประกอบกับลักษณะทางกายภาพของภูเขาที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างจากความดันใต้ตัวภูเขาที่เริ่มสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามข้อมูลของ ทางกรมสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Geological Survey : USGS) เนื่องจากแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือที่ภูเขาไฟเซนต์เฮเลนต์ตั้งอยู่นั้น กำลังถูกแผ่นเปลือกโลกขนาดเล็กอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Juan de Fuca มุดเข้าไปด้านใต้ ซึ่งได้ก่อให้เกิดความร้อนและแรงดันมหาศาลสะสมตัวอยู่
ก่อนที่ต่อมาช่วงเดือนมีนาคมในปีเดียวกัน ทางการรัฐวอชิงตันก็ได้เริ่มประกาศเตือนเชิงแนะนำผู้คนให้อยู่ห่างจากภูเขาไฟไว้ แต่ประชากรที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นบางส่วน กลับละเลยคำแนะนำจากทางการ บ้างก็ด้วยเหตุผลที่ว่ามีการเตือนอยู่บ่อยครั้งจนแลดูเป็นเรื่องปกติ บ้างก็เชื่อนักธรณีวิทยาบางท่านว่าการปะทุที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นเพียงแค่การปะทุเล็ก ๆ เท่านั้น
เริ่มเกิดการปะทุ
จนกระทั่งในที่สุดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 ก็ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.1 แมกนิจูดอย่างรุนแรง จากการเคลื่อนตัวของหินหลอมเหลวภายใต้ภูเขาไฟ ซึงได้ส่งผลให้เกิดแผ่นดินถล่มที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ รุนแรงมากเสียจนซีกหนึ่งของภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์พังทลายลงในพริบตา และในทันทีทันใดกลุ่มแก๊สปริมาณมหาศาลก็ได้พวยพุ่งออกมาด้วยแรงระเบิดที่เทียบเท่ากับระเบิดปรมาณูที่ทิ้งลงเมืองฮิโรชิมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 1,600 เท่า ซึ่งได้ส่งเสียงกึกก้องไปไกลถึงรัฐบริติชโคลัมเบียของแคนาดาที่อยู่ห่างออกไปไกลประมาณ 500 กิโลเมตร
ไม่นานหลังจะนั้นความร้อนจากการปะทุก็ได้ทำให้น้ำแข็งปริมาณหลายล้านตันละลายลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่น้ำได้เริ่มไหลหลากลงไปผสมกับโคลนและขี้เถ้า ไหลลงมาตามแนวสันเขาไปยังที่ราบเบื้องล่างตามแรงโน้มถ่วง ซึ่งได้ทำลายสิ่งที่อยู่ขวางทางไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้หรือบ้านเรือนของผู้คนก็ตาม อีกทั้งกลุ่มแก๊สจากภูเขาไฟก็ยังได้เข้าไปปกคลุมบ้านเมืองโดยรอบรัศมี 400 กิโลเมตร จนโรงเรียนและสถานที่ราชการต่าง ๆ ต้องหยุดทำการไปโดยปริยาย ซึ่งผลการสำนวจพบว่าสุดภัยพิบัติในครั้งนั้นได้คร่าชีวิตผู้คนไปทั้งสิ้น 57 ชีวิตด้วยกัน

ที่มาภาพ USGS
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าว
แม้ว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติ เรื่องราวของภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ก็ได้ย้ำเตือนเราว่า ดาวเคราะห์บ้านเกิดของมนุษย์ยังคงเป็นดาวเคราะห์ที่มีลมหายใจ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างของผืนทวีปทั้ง 7 อยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ และทำความรู้จักของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิมผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์” เพื่อที่จะปกป้องหวงแหนเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ที่มาภาพ The Atlantic
อ้างอิง
The Eruption of Mount St. Helens in 1980
What have we learned in the 35 years since Mount St. Helens erupted?




