• ข่าว
  • เทคโนโลยี
    • หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์
    • วิศวกรรม
    • ยานพาหนะ
    • พลังงาน
    • เทคโนโลยีอาหาร
    • เทคโนโลยีการคำนวณ
    • เทคโนโลยีอวกาศ
  • ฟิสิกส์
  • เคมี
  • ชีววิทยา
    • วิทยาศาสตร์สุขภาพ
    • ชีววิทยาโมเลกุล
    • วิวัฒนาการ
    • สัตววิทยา
    • พฤกษศาสตร์
    • จุลชีววิทยา
    • กีฏวิทยา
    • นิเวศวิทยา
  • ดาราศาสตร์
    • ฟิสิกส์ดาราศาสตร์
    • จักรวาลวิทยา
    • วิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์
  • อื่น ๆ
    • Sci-fi
    • วิทยาศาสตร์การกีฬา
    • คณิตศาสตร์
    • จิตวิทยา
    • ศิลปะ & วัฒนธรรม
    • ประวัติศาสตร์
    • ปรัชญา
No Result
View All Result
The Principia
  • ข่าว
  • เทคโนโลยี
    • หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์
    • วิศวกรรม
    • ยานพาหนะ
    • พลังงาน
    • เทคโนโลยีอาหาร
    • เทคโนโลยีการคำนวณ
    • เทคโนโลยีอวกาศ
  • ฟิสิกส์
  • เคมี
  • ชีววิทยา
    • วิทยาศาสตร์สุขภาพ
    • ชีววิทยาโมเลกุล
    • วิวัฒนาการ
    • สัตววิทยา
    • พฤกษศาสตร์
    • จุลชีววิทยา
    • กีฏวิทยา
    • นิเวศวิทยา
  • ดาราศาสตร์
    • ฟิสิกส์ดาราศาสตร์
    • จักรวาลวิทยา
    • วิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์
  • อื่น ๆ
    • Sci-fi
    • วิทยาศาสตร์การกีฬา
    • คณิตศาสตร์
    • จิตวิทยา
    • ศิลปะ & วัฒนธรรม
    • ประวัติศาสตร์
    • ปรัชญา
No Result
View All Result
No Result
View All Result
The Principia

รางวัล Ig Nobel 2023 กับงานวิจัยสุดแปลก ตั้งแต่นักวิทย์เลียหินทำไม ไปจนถึงหุ่นยนต์ศพแมงมุม

Tanakrit SrivilasbyTanakrit Srivilas
20/09/2023
in News
A A
0
Share on FacebookShare on Twitter

เหมือนเป็นธรรมเนียมทุกปีที่จะต้องมีการประกาศรางวัลโนเบลฉบับล้อเลียนอย่าง Ig Nobel Prizes ซึ่งเป็นการประกาศรางวัลให้แก่งานวิจัยทั้ง 10 สาขาที่เป็นไปตามแนวคิด “ตอนแรกทำให้ขำ ตอนหลังทำให้คิด” ซึ่งหัวข้องานวิจัยที่ได้รับรางวัลบางอันแม้จะดูตลก สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคน แต่ความจริงมันก็ช่วยสร้างองค์ความรู้และแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับโลกใบนี้มาแล้วมากมาย ไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะเนี่ย

ปีนี้ Ig Nobel Prizes มาในธีมที่ชื่อว่า “Water” หรือ “น้ำ” โดยถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะในแต่ละสาขาจะเป็นกระดาษพิมพ์ไฟล์ PDF ออกมาพับเป็นรูปกล่องใส่โคล่า พร้อมทั้งยังมอบธนบัตรมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ซิมบับเวคนละ 1 ใบ เอาเป็นว่า ถ้าใครเริ่มอยากรู้แล้วว่าความรู้ที่ได้จากรางวัลนี้จะมากน้อยแค่ไหน ไปติดตามผลรางวัลทั้ง 10 สาขาภายในบทความนี้กัน

ภาพของถ้วยรางวัลที่จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้กับผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023
ที่มา Improbable Research

สาขาเคมีและธรณีวิทยา (The Chemistry & Geology Prize)

หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “กัดก้อนเกลือกิน” เพื่อใช้ชีวิตอย่างคนไม่มีตังค์ แต่รู้ไหมว่านักวิทยาศาสตร์บางคนก็ “กัดก้อนหินชิม” ซึ่งบางทีคงดูแปลกตาคนทั่วไป เห็นแล้วอาจจะสงสาร แต่ที่พวกเขาทำไปไม่ใช่เพราะไม่มีเงินนะ พวกเขาทำเพื่อการศึกษา ด้วยเหตุนี้จึงมีจดหมายข่าวสมาคมบรรพชีวินวิทยา ที่ได้ช่วยชี้แจงในเรื่องนี้ด้วยหัวข้อ…

“การอธิบายว่าทำไมนักวิทยาศาสตร์หลาย ๆ คนต้องเลียหินด้วย”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากสหราชอาณาจักร และโปแลนด์ ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาเคมีและธรณีวิทยา!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาเคมีและธรณีวิทยา (The Chemistry & Geology Prize)
ที่มา Improbable Research

นักธรณีวิทยาและนักบรรพชีวินวิทยาต้องทำงานที่คล้ายกันอย่างหนึ่งคือ การขุดพื้นดินหาบางสิ่งที่มีลักษณะหน้าตาเหมือนหิน และใช้มันในการศึกษาสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้น ซึ่งเมื่องานทั้งสองแขนงทับซ้อนกันก็จำเป็นต้องมีวิธีแยกให้รู้ว่า สิ่งที่ขุดพบมันเป็นก้อนหินหรือฟอสซิลกระดูกสัตว์โบราณ และวิธีการนั้นคือลองเอาลิ้นแตะชิมหินก้อนนั้นดู…

ฟอสซิลจากสิ่งมีชีวิตโบราณจะมีความพิเศษอย่างหนึ่งคือเมื่อความชื้นเล็กน้อยจากลิ้นแตะลงไปบนมัน จะทำให้บางส่วนติดลิ้นมาเล็กน้อย ในขณะที่ก้อนหินส่วนใหญ่ ไม้กลายเป็นหิน หรืออะไรทำนองนั้นจะไม่ติดลิ้น บางทีนักวิทยาศาสตร์ที่เลียก้อนหินริมถนนอาจกำลังค้นพบกับฟอสซิลโปรโตซัว Nummulites foraminifera ที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีก็ได้

นอกจากนี้ยังสามารถแยกคุณลักษณะของดินได้ด้วยการเคี้ยว หากอยากรู้ว่าหินนี้มาจากดินเหนียวหรือดินตะกอน ลองนำตัวอย่างเล็กน้อยมาวางระหว่างฟันบนและฟันล่าง ทำการบดดูแล้วสังเกตว่าผิวสัมผัสมันเป็นอย่างไร หากเรียบนุ่มมันคือดินเหนียว หากหยาบกรอบอาจเป็นดินที่มีตะกอนอยู่บ้าง และสามารถรู้ขนาดของเม็ดแร่จากการเคี้ยวได้ด้วย

ด้วยประสบการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องชิมหินอยู่เสมอ เมื่อไปออกพื้นที่จะรู้วิธีการเลือกสรรหินที่ค่อนข้างสะอาด ไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยขยะหรือสิ่งไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ แต่ก็มีบ้างที่จะชิมเจอกระดูกวัวสมัยใหม่ หรือคอปโปรไลต์ (Coprolite) ซึ่งเป็นฟอสซิล “อึ” ดึกดำบรรพ์ แต่มันก็ไม่ได้น่ารังเกียจเสมอไป เป็นเรื่องขำด้วยซ้ำ เพราะฟอสซิลโบราณล้านปีมักไม่ได้มีอะไรแย่ ๆ เข้าร่างกายเรา อยู่ที่ว่ารสชาติมันโอเคหรือเปล่าก็เท่านั้น

รสชาติของหินก็สำคัญ มีการบันทึกไว้ว่า เปลือกฟอสซิลที่ถูกเผาหรือเศษถ่านหิน จะมีรสขมพอ ๆ กับปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีบันทึกว่าน้ำจากน้ำพุที่อุดมไปด้วยแร่มาร์คาไซต์ (Marcasite) และถ่านหิน จะมีรสเผ็ดเปรี้ยว เหมือนกับกรดที่อยู่ในไวน์ ฉะนั้นด้วยรสชาติที่หลากหลาย บางทีมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ยินดีจะศึกษา “อนุกรมวิธานของรสชาติ” เลยด้วยซ้ำ ซึ่งคงน่าสนใจไม่น้อยในหมู่สมาชิกชมรมคนชอบหิน

สาขาวรรณกรรม (The Literature Prize)

เคยไหม เวลาที่เขียนหรือพูดคำอะไรขึ้นมาสักอย่างแล้วเรารู้สึกว่า เอ๊ะ! คำนี้มันแปลก ๆ ไม่ค่อยคุ้นเลย ออกเสียงหรือสะกดถูกหรือเปล่านะ? อาการแบบนั้นคุณไม่ได้เป็นคนเดียว เพราะเป็นกันได้ทุกคนจนเกิดเป็นงานวิจัยได้เลยนะ…

“ความรู้สึกเวลาคนใช้คำ ๆ เดียวซ้ำ หลายต่อหลายต่อหลายต่อหลายต่อหลายครั้ง”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร มาเลเซีย และฟินแลนด์ ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาวรรณกรรม!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาวรรณกรรม (The Literature Prize)
ที่มา Improbable Research

หลายคนน่าจะรู้จักคำว่า เดจาวู (déjà vu) ซึ่งหมายถึงความรู้สึกที่เราคุ้น ๆ กับเหตุการณ์ที่เพิ่งอยู่ตรงหน้าเหมือนกับว่าเคยสัมผัสเหตุการณ์นั้นมาก่อน ซึ่งถูกพูดถึงกันทั่วไป แต่ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้คือมันมีคำอธิบายความรู้สึกตรงกันข้ามอย่าง จาเมส์วู (jamais vu) ซึ่งอธิบายความรู้สึกแปลกและไม่คุ้นชิน กับบางสิ่ง บางคำ หรือบางสถานที่ที่เราเคยพบเจอมาก่อนแน่ ๆ หรือบางทีได้สัมผัสกับมันเป็นประจำด้วยซ้ำ

นักวิจัยทำการศึกษาปรากฏการณ์ จาเมส์วู จากการคัดเลือกอาสาสมัครมาเขียนคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งเมื่อเขียนไปเรื่อย ๆ แล้วเริ่มรู้สึกว่าคำที่เขียนมันแปลก ให้ทำการหยุดเขียน ซึ่งความรู้สึกแปลกมักจะมาหลังจากเขียนซ้ำประมาณ 30 ครั้ง หรือประมาณหนึ่งนาที

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับอาสาสมัครสองในสามจากทั้งหมด และผู้ที่เคยรายงานว่าประสบกับเหตุการณ์เดจาวูในชีวิตประจำวัน มีแนวโน้มที่จะประสบกับจาเมส์วูอย่างมากด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้

สุดท้ายนี้ นักวิจัยชี้ว่าประเด็นที่ทำให้การใช้คำเดิมซ้ำ ๆ เริ่มดูแปลกไป เกิดจาก “การอิ่มความหมาย” (Semantic satiation) ซึ่งนอกจากการใช้คำนั้นซ้ำไปมาจนมันสูญเสียความหมาย อาจเกิดจากการที่มีคนจ้องมองมากขึ้นจนทำให้คำที่ใช้สูญเสียความหมายไปก็ได้

ฉะนั้นเวลาที่เราเรียกชื่อเพื่อนบ่อย ๆ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ลืมชื่อเพื่อน เรียกไม่ถูก อาจจะบอกเพื่อนได้ว่าเกิดจาเมส์วูขึ้นกับเราเสียแล้ว…

สาขาวิศวกรรมเครื่องกล (The Mechanical Engineering Prize)

หลายคนคงเคยเล่นตู้คีบตุ๊กตา ที่เราต้องเลื่อนแขนคีบไปมาแล้วยกตุ๊กตาในตู้มาส่งยังช่องหยิบตุ๊กตาให้ได้ แต่แขนคีบนี่ก็มักจะอ่อนแรงเสียเหลือเกิน ไม่เหมือนกับแขนคีบที่ออกแบบโดยธรรมชาติ และถูกจับมาใช้งานโดยมนุษย์อย่างการใช้ขาแมงมุมในการคีบของต่าง ๆ ในงานวิจัยต่อไปนี้

“การทำให้ศพแมงมุมกลับมาขยับได้อีกครั้ง ในฐานะอุปกรณ์คีบจับของ”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากอินเดีย จีน มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาวิศวกรรมเครื่องกล!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล (The Mechanical Engineering Prize)
ที่มา Improbable Research

การกางและหุบแขนของมนุษย์เรา ทำงานโดยใช้กล้ามเนื้อสองชนิดคือกล้ามเนื้อไบเซปและไตรเซป ที่หดและคลายตัวไม่พร้อมกัน จึงเกิดการงอที่จุดหมุนบริเวณข้อศอก แต่ขาของแมงมุมมีกล้ามเนื้อเพียงชนิดเดียวเรียกว่า กล้ามเนื้อดึงรั้ง (Flexor) ที่ทำให้ขาของมันหดเข้าหาตัวเท่านั้น

แล้วแมงมุมอ้าขาของมันยังไง? คำตอบก็คือ บริเวณหัวของแมงมุมจะมีช่องว่างที่สามารถบีบเลือดเข้าไปยังขาทั้งแปด และมันยืดขาโดยใช้ความดันจากการสูบฉีดเลือดแบบนั้น เหมือนกับการทำงานของไฮดรอลิกส์ที่ใช้ความดันในการขยับเช่นกัน

นักวิจัยนำซากแมงมุมหมาป่า (Wolf spider) ที่ตายแล้วมาจิ้มด้วยเข็มไปที่บริเวณหัว แล้วรักษาแผลด้วยกาว จากนั้นขยับขาของแมงมุมนี้ด้วยการปรับแรงดันผ่านเข็มที่อยู่บนหัวแมงมุม ซึ่งความน่าสนใจคือ แมงมุมชนิดนี้สามารถยกของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวมันได้ 1.3 เท่า ด้วยแรงบีบสูงสุด 0.35 มิลลินิวตัน และยังสามารถใช้งานได้เป็นพันครั้งก่อนที่ร่างกายของแมงมุมจะเสียหายไป

การใช้ศพแมงมุมแทนหุ่นยนต์คีบจับวัตถุ
ที่มา: Wiley

งานวิจัยนี้ทำให้เห็นว่า ธรรมชาติสรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้มีความสามารถมากมายเกินกว่าจะประเมินมันด้วยสายตา โดยนักวิจัยกล่าวว่าการนำซากศพสิ่งมีชีวิตมาทำงานคล้ายหุ่นยนต์ในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้วงการ “เนโครโบติกส์” (Necrobotics) หรือการสร้างหุ่นยนต์จากซากศพ ให้มีการศึกษามากขึ้น เพื่อทำความรู้จักกับสัตว์โลกที่ยังซุกซ่อนความสามารถอยู่ภายในร่างกายของมัน

สาขาสาธารณสุขศาสตร์ (The Public Health Prize)

ยุคนี้เป็นยุคของ Smart Home ไม่ว่าจะทำอะไรก็สามารถเชื่อมต่อและสั่งงานได้ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งอุปกรณ์บางชนิดนอกจากทำให้สะดวกสบายแล้วยังช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย ถึงคราวทำความรู้จักกับ Smart-ส้วม ในงานวิจัยต่อไปนี้…

“การประดิษฐ์ส้วมที่สามารถวิเคราะห์รูทวารอย่างแม่นยำเพื่อติดตามปัญหาสุขภาพ”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากเกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาสาธารณสุขศาสตร์!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาสาธารณสุขศาสตร์ (The Public Health Prize)
ที่มา Improbable Research

เทคโนโลยีสุดล้ำในการศึกษานี้มีความสามารถหลายอย่างมาก ทั้งการเก็บปัสสาวะผ่านก้านเก็บปัสสาวะแล้วนำมาวิเคราะห์ ระบบคอมพิวเตอร์วิเคราะห์อุจจาระ รวมทั้งเซนเซอร์และกล้องตรวจสุขภาพรูทวาร ที่ช่วยสแกนเพื่อระบุตัวตนผู้ใช้ได้ด้วย

เป็นที่รู้กันว่าสารคัดหลั่งต่าง ๆ จากร่างกาย จะมีองค์ประกอบหลายชนิดที่สามารถนำไปตรวจสอบเพื่อบ่งชี้ถึงสุขภาพของเราได้ เช่น หลายคนคงเคยได้ยินว่าเชื้อก่อโรค COVID-19 นอกจากอยู่ในจมูกแล้วยังอยู่ในลำไส้อีกด้วย เราสามารถตรวจพบเชื้อไวรัสได้จากกิจวัตรประจำวันโดยไม่ต้องแยงจมูกเลยด้วยซ้ำ และในอนาคตอาจใช้สุขภาพหัวใจ ความดันโลหิต และระดับออกซิเจนได้ด้วย

การใช้งานอุปกรณ์ส้วมอัจฉริยะ
ที่มา: nature

ที่จริงแนวคิดของส้วมอัจฉริยะมีมาตั้งแต่ปี 1970 แล้ว แต่เข้าใจได้ว่าหลายคนรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวกับการที่มีอะไรสักอย่างมาส่องที่รูทวารของเรา แต่ด้วยความก้าวล้ำของเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถเก็บข้อมูลอย่างเป็นส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้นด้วยการเก็บข้อมูลละเอียดอ่อนเหล่านี้ในคลาวด์แบบเข้ารหัส ซึ่งสามารถระบุตัวตนเจ้าของข้อมูลได้ผ่านลายนิ้วมือและผิวรูทวาร โดยการทดสอบต่าง ๆ สามารถทราบรายงานผลได้อย่างรวดเร็วผ่านทางสมาร์ทโฟนของผู้ใช้เองในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น

หากใครพร้อมแล้วที่จะใช้อุปกรณ์ที่ช่วยตรวจสุขภาพร่างกายของคุณได้เป็นประจำ ขอแนะนำนวัตกรรม Smart-ส้วม นี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจ และถ้าใครได้ใช้แล้ว อย่าลืมมารีวิวด้วยนะครับ

สาขาการสื่อสาร (The Communication Prize)

ยุคนี้ เป็นยุคที่มีความลื่นไหลทางภาษา (ไม่นับความลื่นล้มทางภาษานะ!) ทำให้มีคำศัพท์ ภาษา และวิธีพูดหลากหลายแบบเกิดขึ้นมาให้ได้ยินในชีวิตประจำวัน ในไทยเราคงคุ้นเคยกับคำผวน ภาษาลู หรือภาษากะเทย ในขณะที่ต่างชาติบางคนจะคุ้นกับการพูดกลับหลัง โดยการอ่านตัวอักษรที่เรียงย้อนกลับจากทิศทางปกติ ซึ่งการพูดภาษาแปลก ๆ เหล่านี้บางทีมีการทำงานของสมองไม่ต่างจากการเรียนรู้ทางภาษาปกติเลย จึงเกิดงานวิจัยขึ้นในหัวข้อว่า…

“การศึกษากิจกรรมทางสติปัญญาของผู้เชี่ยวชาญการพูดกลับหลัง”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากอาร์เจนตินา สเปน โคลอมเบีย ชิลี จีน และสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาการสื่อสาร!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาการสื่อสาร (The Communication Prize)
ที่มา Improbable Research

การพูดกลับหลัง เป็นการออกเสียงคำอ่านจากตัวอักษรที่เรียงย้อนกลับจากทิศทางปกติ เช่น Ig Nobel (อิ๊กโนเบล) อ่านกลับหลังได้ว่า leboN gI (เลบโอนกิ) ซึ่งสามารถอัดเสียงคำพูดกลับหลังนี้ไปย้อนคลิปเสียงในคอมพิวเตอร์จะปรากฏเป็นคำปกติได้จริงด้วย

คนที่พูดกลับหลังเก่ง ๆ บางทีขึ้นกับภาษา เพราะกลุ่มคนที่อยู่ในลาลากูนา ประเทศสเปน มีความเชี่ยวชาญการพูดกลับหลังมาก ถึงขนาดที่ว่าติดต่อ UNESCO และโรงเรียนภาษา Canary Academy of Language ให้รับรองภาษาพูดกลับหลังของพวกเขา แต่ทางองค์กรต่าง ๆ ยังมองว่าปรากฏการณ์ทางภาษานี้ยังไม่มีคุณค่าทางวิชาการขนาดนั้น

กลับกัน นักวิจัยอีกกลุ่มกลับมองว่าความเชี่ยวชาญการพูดกลับหลังน่าสนใจในการนำมาเป็นหัวข้อการศึกษาทางวิชาการมาก โดยสร้างภาพสมองหรือ Neuroimaging เพื่อตรวจหาตําแหน่งการทํางานของสมอง ในขณะที่มีการพูดกลับหลังของผู้เชี่ยวชาญเทียบกับคนทั่วไป

การศึกษานี้เลือกผู้เชี่ยวชาญการพูดกลับหลังมาสองคน โดยทั้งสองใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาหลัก เพราะภาษาสเปนเป็นภาษาที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะหน่วยเสียงของภาษานี้จะมีการรักษาเสียงให้เป็นแบบเดิมโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งของตัวอักษรนั้นและอักษรรอบข้าง

ตัวอย่างรูปประโยคที่ใช้สำหรับการออกเสียงแบบย้อนกลับ
ที่มา Improbable Research

ผู้เชี่ยวชาญคนแรกเป็นวิศวกรระบบ อายุ 43 ปี ไม่มีประวัติการป่วยด้วยโรคประสาทหรืออาการทางจิตเวช และมีการรายงานว่าทักษะการพูดและการได้ยินเป็นปกติ ยกเว้นที่จะมีอาการติดอ่างนิดหน่อยตอนสิบขวบ ส่วนผู้เชี่ยวชาญอีกคนเป็นตากล้องอายุ 50 ปี ไม่มีประวัติการป่วยด้วยโรคประสาทและอาการทางจิตเวชเช่นกัน และเขายังรายงานว่าทักษาะการพูดและการได้ยินเป็นปกติทุกประการ โดยทั้งคู่มีความสามารถในการพูดกลับหลังโดยไม่ต้องคิด และไม่ต้องฝึกซ้อม สื่อถึงการทำงานของสมองที่ไม่ใช่ส่วนความจำ

ภาพสมองของทั้งสองคนแสดงให้เห็นว่ามีส่วนสมองเนื้อสีเทามีปริมาตรที่เพิ่มขึ้น และมีการเพิ่มการทำงานที่เชื่อมต่อระหว่างทางสัญญาณสมองด้านบน (Dorsal stream) และทางสัญญาณสมองด้านล่าง (Ventral stream) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านภาษาและการออกเสียง

แต่ถึงอย่างไร การทำงานของสมองทั้งสองคนนี้ก็ยังไม่เหมือนกันเสียทีเดียว มีความแตกต่างกันมากพอที่จะให้เห็นความแปรปรวนในความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมองและการพูดกลับหลัง แม้การศึกษานี้จะใช้กลุ่มตัวอย่างที่น้อย แต่มันก็ช่วยยืนยันผลลัพธ์จากการศึกษาที่เคยมีมา เกี่ยวกับการปรับตัวของโครงข่ายประสาทและการทำงานด้านภาษา แม้ว่าภาษานั้นจะแหวกขนบและไม่ได้ใช้ในที่สาธารณะในชีวิตประจำวันก็ตาม

สาขาการแพทย์ (The Medicine Prize)

บางทีมีขนขึ้นตามร่างกายหลายส่วนที่เราไม่รู้มันจะมีเอาไว้ทำไม ไม่ได้เห็นความสำคัญมากขนาดนั้น แต่สำหรับคนที่ต้องเรียนรู้เรื่องสุขภาพร่างกายคนเราอย่างแพทย์ นอกจากจะรู้หน้าที่ของขนแต่ละส่วนแล้ว บางทีเขาก็อยากรู้จำนวนขนจนมีการศึกษาที่มานั่งนับขนด้วย การศึกษาที่ว่านั้นมาในหัวข้อ…

“การใช้ซากศพศึกษาว่าขนจมูกของมนุษย์มีจำนวนเท่ากันทั้งสองข้างหรือไม่”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา มาซิโดเนีย อิหร่าน และเวียดนาม ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาการแพทย์!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาการแพทย์ (The Medicine Prize)
ที่มา Improbable Research

หลายคนอาจสงสัยว่า ว่างเหรอ? นับขนจมูกเพื่ออะไร แต่สำหรับแพทย์แล้วมีบางกรณีที่ต้องพบผู้ป่วยที่มาด้วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata) ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน ภูมิแพ้ และจมูกแห้งกร้าน เนื่องจากส่วนสำคัญในทางเดินหายใจอย่างขนจมูกก็หลุดร่วงเช่นกัน

จำนวนขนจมูกจึงเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย แพทย์ผู้วิจัยต้องการทราบจำนวนขนจมูกเพื่อประเมินสถานการณ์ให้ผู้ป่วยของตนเอง จึงมีการใช้ศพอาจารย์ใหญ่ในโรงเรียนแพทย์ UCI (University of California, Irvine) 20 ร่าง แบ่งเป็นเพศชาย 10 และเพศหญิง 10 ร่างมาทำการศึกษา พบว่าจำนวนขนจมูกของทุกคนไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะเพศต่างกัน หรือมีประวัติโรคหัวใจร่วมด้วยเป็นปัจจัยก็ตาม

คราวนี้ ระหว่างจมูกทั้งสองข้าง ผลลัพธ์จากการศึกษาพบว่า ขนจมูกทั้งสองข้างมีจำนวนที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเหมือนกัน โดยจำนวนขนจมูกเฉลี่ยด้านซ้ายอยู่ที่ 120 เส้น และด้านขวาอยู่ที่ 112 เส้น

นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทปวัดขนาด เพื่อหาความยาวของขนจมูกที่งอกขึ้นมาในจมูกส่วนบน ส่วนล่าง และด้านข้างด้วย พบว่าขนจมูกจะมีความยาวอยู่ในช่วง 0.81 – 1.035 เซนติเมตร

ด้วยข้อมูลของเส้นขนจมูกตรงนี้ เป็นก้าวแรกในการศึกษาเพื่อประเมินอาการต่าง ๆ ที่ตามมาของผู้ป่วยที่มีอาการขนจมูกร่วง ซึ่งอาจต่อยอดเป็นการรักษาเพื่อลดภาวะติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจได้ในอนาคต

สาขาโภชนศาสตร์ (The Nutrition Prize)

ใคร ๆ ก็ชอบกินของอร่อย แต่ของกินที่อร่อยมักไม่ค่อยมีประโยชน์ ของกินที่มีประโยชน์มักไม่ค่อยอร่อย โดยเฉพาะของเค็ม ๆ นี่ตัวการทำให้บวมโซเดียม และปัญหาสุขภาพที่ตามมามากมาย อย่างเช่น โรคไต นักวิจัยจึงลองสรรหาวิธีเสริมรสชาติ โดยไม่เสริมสารอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายเข้าไป จนเกิดเป็นงานวิจัยในหัวข้อ…

“การทดลองเพื่อวัดว่าหลอดดูดน้ำและตะเกียบไฟฟ้าเปลี่ยนรสชาติของกินได้อย่างไร”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากญี่ปุ่น ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาโภชนศาสตร์!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาโภชนศาสตร์ (The Nutrition Prize)
ที่มา Improbable Research

ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นเก่งเรื่องการออกแบบไอเดียวิจัยมาก ๆ เพราะการศึกษานี้ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในการรับรางวัล Ig Nobel ถึง 17 ปีติดต่อกัน

ไอเดียตั้งต้นของนักวิจัยมาจากในปี 2011 มิยาชิตะและนากามูระรู้สึกเซ็งที่คนเรามีปุ่มรับรสแค่บนลิ้นเท่านั้น ในขณะที่ปลาดุกมีปุ่มรับรสทั่วตัวจนมันได้ฉายาว่าเป็น “ลิ้นลอยน้ำ” และด้วยความเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ นากามูระซึ่งเป็นนักศึกษาในการดูแลของมิยาชิตะได้ทำการทดลองพิจารณาว่าพลังงานไฟฟ้าจะช่วยเสริมความพิเศษให้การรับรสของคนเราได้ไหม โดยการนำวุ้นไปวางบนลิ้น แล้วชาร์ตด้วยไฟฟ้าเล็กน้อย จนเขาพบว่ารสชาติวุ้นเปลี่ยนไปทันทีที่เปิดสวิตช์

ด้วยความประหลาดใจ ปนดีใจ นากามูระจึงได้ทดลองติดตั้งขั้วไฟฟ้าขั้วบวกและลบไว้ที่หลอดดูดน้ำคนละอัน แล้วสอดหลอดลงไปในแก้วที่เต็มไปด้วยอิเล็กโทรไลต์หลอดละแก้ว เมื่อลองดูดน้ำ กระแสไฟฟ้าไหลครบวงจร เธอก็ได้พบกับ “รสชาติของไฟฟ้า” อีกครั้ง

มีการทดลองในลักษณะเดียวกันกับตะเกียบและอาหาร ซึ่งเมื่อนำตะเกียบคีบอาหารเข้าปากจนเกิดกระแสไฟฟ้าครบวงจรก็เกิดรสชาติที่เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยอาหารที่กินเข้าไปมีรสชาติเค็มเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 เท่า และสามารถปรับเพิ่มรสได้จากการปรับความต่างศักย์ไฟฟ้า จึงมีการประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วติดที่ข้อมือเพิ่มเติมระหว่างมื้ออาหาร เพื่อช่วยในการปรับรสชาติอาหาร

ตะเกียบไฟฟ้าที่สามารถปรับความต่างศักย์เพื่อเปลี่ยนแปลงรสชาติอาหารได้ โดยไม่ต้องเพิ่มสารอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
ที่มา: Rappler

จากสิ่งประดิษฐ์นี้ เราสามารถกินอาหารที่มีโซเดียมลดลงได้โดยไม่สูญเสียรสชาติความเค็ม ทำให้เราสามารถกินอาหารภายใต้คำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ว่า ผู้ใหญ่ควรบริโภคเกลือน้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน จากที่โดยปกติค่าเฉลี่ยคนญี่ปุ่นบริโภคเกลือถึง 10 กรัมต่อวัน

ถ้าไม่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างนวัตกรรมเจ๋ง ๆ แบบนี้ เราอาจจะต้องทนเจ็บปวดจากการตัดใจจากอาหารจานโปรดเพื่อรักษาสุขภาพก็ได้ แต่ตอนนี้เราไม่ต้องทำแบบนั้นแล้วแหละ

สาขาศึกษาศาสตร์ (The Education Prize)

แทบทุกคนต้องมีชีวิตอยู่กับวงการการศึกษาในฐานะนักเรียน แล้วพบว่าหลายครั้งการศึกษาช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะครูน่าเบื่อ วิชาน่าเบื่อ หลักสูตรน่าเบื่อ หนังสือน่าเบื่อ หรือคนที่มาคาดหวังให้เราเรียนเก่ง ๆ ก็อาจจะน่าเบื่อ ซึ่งไม่ใช่แค่คุณที่เคยมีความรู้สึกแบบนี้ แต่ความรู้สึกว่าการเรียนมันน่าเบื่อเหลือเกินมันเกิดจากปัจจัยอะไรได้บ้าง ต้องลองดูจากการศึกษาในหัวข้อ…

“การศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับความเบื่อหน่ายของครูและของนักเรียน”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากฮ่องกง สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และแคนาดา ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาศึกษาศาสตร์!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาศึกษาศาสตร์ (The Education Prize)
ที่มา Improbable Research

เปเปอร์ที่ได้รับการพิจารณารางวัลในครั้งนี้ มาจากการศึกษาเรื่องความเบื่อหน่ายในห้องเรียนเหมือนกัน โดยการศึกษาจากเปเปอร์แรกอธิบายว่า ที่เราเบื่อ บางทีเพราะเราคาดว่ามันจะน่าเบื่อชัวร์ แค่คิดว่ามันเป็นงั้นก็ทำให้มันน่าเบื่อแล้ว ส่วนอีกเปเปอร์หนึ่งอธิบายว่าความเบื่อส่งต่อถึงกันได้ ถ้านักเรียนรู้ว่าครูกำลังเบื่อที่จะสอน เด็กก็เบื่อที่จะเรียนตามไปด้วย

การวิจัยในปี 2020 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักเรียน 437 คน ครู 17 คน จากโรงเรียนท้องถิ่น 2 แห่งในฮ่องกง ให้กลุ่มตัวอย่างจดบันทึกประจำวัน และให้นักเรียนจดคะแนนความรู้สึกเบื่อของตัวเอง รวมทั้งความน่าเบื่อของคุณครู นักวิจัยจึงทราบว่าเมื่อเด็กรู้สึกได้ว่าครูกำลังเบื่อ แรงจูงใจในการเรียนของเด็กจะลดต่ำลง แม้ว่าครูจะไม่ได้รู้สึกเบื่อจริง ๆ ก็ตาม

บางครั้ง นอกจากการสอนซ้ำเดิมหลายครั้งของครูจะสร้างความรู้สึกเบื่อให้ครูแล้ว ความคิดที่ว่าเนื้อหาที่เตรียมมาสอนในวันนี้ต้องน่าเบื่อแน่ ๆ ก็กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การเรียนการสอนครั้งนั้นน่าเบื่อจริง ๆ ตามความคาดหวังด้วย ทั้งสำหรับครูเองและสำหรับนักเรียน

ความเบื่อหน่ายในห้องเรียน ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักต่อการเรียนรู้ของนักเรียน เพราะมันทำให้แรงจูงใจ การแสดงออก และผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนลดลงไปตาม ๆ กัน แต่ถ้าไม่อยากให้นักเรียนเบื่อ ครูต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน แม้จะเข้าใจได้ว่าครูเองก็เบื่อที่ต้องสอนเนื้อหาแบบเดียวกันทุกห้องทุกปี โดยเฉพาะต้องสอนนักเรียนที่รู้สึกเบื่อ และส่งต่อความเบื่อนั้นมาให้ครูก่อนก็ตาม

ภาพแผนภูมิอย่างง่ายแสดงสาเหตุของความเบื่อหน่ายในชั้นเรียน และผลลัพธ์การเรียนของนักเรียน
ที่มา Improbable Research

สาขาจิตวิทยา (The Psychology Prize)

สแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) นักจิตวิทยาซึ่งเป็นที่รู้จักจากทฤษฎีโลกกลม (Six Degrees of Seperation) ที่กล่าวว่ามนุษย์ทั้งโลกเชื่อมโยงกันได้ผ่านคนไม่เกิน 6 คน เช่น เราที่ไม่ได้รู้จักโดยตรงกับไอน์สไตน์ สามารถเชื่อมโยงกับเขาได้ผ่านคนรู้จักของพวกเรา ต่อ ๆ กันไป 6 คน ซึ่งวันนี้เราไม่ได้มาพูดถึงการศึกษานั้น แต่เป็นอีกการศึกษาหนึ่งที่กำลังจะโด่งดังตามไปเพราะเขาได้รับรางวัล Ig Nobel จากการศึกษาในหัวข้อ

“การทดลองมองว่าตามถนนในเมืองใหญ่ จะมีคนเดินสัญจรไปมาสักกี่คนที่หยุดและเงยหน้ามองตาม เวลาเห็นคนที่ไม่รู้จักเงยหน้าก่อน”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาจิตวิทยา!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาจิตวิทยา (The Psychology Prize)
ที่มา Improbable Research

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรามักมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงตามคนอื่น เช่น หาวเวลาเห็นคนอื่นหาว หัวเราะเวลาได้ยินคนอื่นหัวเราะก่อน หรือมองนาฬิกาตามเมื่อคนอื่นมองดูนาฬิกาของตัวเอง โดยนักวิจัยก็เกิดความสงสัยว่าในที่ที่มีผู้คนจำนวนมากอย่างทางเท้าในเมืองที่ผู้คนพลุกพล่าน จะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามคนอื่นแบบนี้หรือเปล่า เขาจึงใช้นิวยอร์กเป็นห้องทดลองของเขา

ในการทดลองนี้ มีการกำหนดคนที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกระตุ้นฝูงชน” โดยจะมีการให้สัญญาณตัวกระตุ้นเหล่านี้จากหน้าต่างชั้น 6 ของอาคารฝั่งตรงข้ามถนนให้หยุดเดิน และเงยหน้ามองอาคารฝั่งตัวเองเป็นเวา 1 นาทีเต็ม ก่อนจะได้รับสัญญาณให้หยุดทำ และแยกย้ายกันไป

ตัวกระตุ้นฝูงชนมีการแบ่งจำนวนในแต่ละครั้งของการทดลองไม่เท่ากัน มีทั้ง 1 2 3 4 5 10 หรือ 15 คน ที่หยุดและเงยหน้าพร้อมกัน โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ขึ้นอยู่กับจำนวนของตัวกระตุ้นฝูงชนนี่แหละ เพราะมีเพียง 4% ที่หยุดเดินและเงยหน้ามองตามตัวกระตุ้น 1 คน แต่มีถึง 40% ที่หยุดเดินและเงยหน้ามองตามตัวกระตุ้น 15 คน

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาคนที่เงยหน้าตามตัวกระตุ้นฝูงชนโดยไม่หยุดเดิน พบว่ามีผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกันคือ 42% เงยหน้ามองตามตัวกระตุ้น 1 คน แต่จะมีจำนวนถึง 86% ที่เงยหน้ามองตามตัวกระตุ้น 15 คน

นักวิจัยตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ปัจจัยหลักนอกจากขึ้นกับจำนวนตัวกระตุ้นฝูงชนแล้ว ยังขึ้นกับสิ่งที่ตัวกระตุ้นมองดูด้วย เพราะการทกลองของเขาไม่ได้มีอะไรหน้าสนใจเป็นพิเศษให้เงยหน้ามองดู อาจจะรั้งคนทั่วไปไว้ไม่ได้นาน แต่ถ้ามีกายกรรมลอยฟ้าแสดงอยู่เเหนือยอดตึก อันนี้ก็ไม่แน่ อาจจะดึงความสนใจคนได้มากกว่านี้อีกก็ได้

สาขาฟิสิกส์ (The Physics Prize)

กิจกรรมทางเพศเป็นกิจกรรมที่สร้างทั้งความบันเทิง และยังสร้างประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เช่น การปรับสภาพอารมณ์ การออกกำลังกาย หรือการลดความเสี่ยงโรคบางชนิด แต่ใครจะรู้ว่ากิจกรรมทางเพศสามารถส่งผลต่อสุขภาพของมหาสมุทร และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้ด้วย!! สงสัยแล้วใช่ไหมว่ากำลังพูดถึงกิจกรรมทางเพศของตัวอะไรอยู่ เราขอแนะนำให้รู้จักการศึกษาในหัวข้อ…

“การวัดขอบเขตการผสมของน้ำในมหาสมุทร ที่มีผลจากกิจกรรมทางเพศของปลาแอนโชวี่”

หัวข้อการศึกษาของนักวิจัยจากสเปน สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ที่ทำให้ได้รับรางวัล Ig Nobel 2023 สาขาฟิสิกส์!!

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลประจำปี 2023 ในสาขาฟิสิกส์ (The Physics Prize)
ที่มา Improbable Research

น้ำในมหาสมุทร บางคนอาจคิดว่ามันเหมือนกับน้ำหยดใหญ่เพียงหยดหนึ่ง แต่ที่จริงมันเป็นน้ำที่มีส่วนประกอบภายในหลายหลากมากกว่านั้น และมีคุณสมบัติแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย

ของผสมในมหาสมุทร เป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำในมหาสมุทรอย่างไม่สามารถย้อนกลับได้ ทั้งเกลือ แก๊ส สารอาหาร และอุณหภูมิ ซึ่งผสมเข้าด้วยกันผ่านการกวนด้วยแรงกล ในที่นี้หมายถึงกระแสลมและกระแสน้ำ ซึ่งของผสมเหล่านี้มีความสำคัญระดับที่สามารถส่งผลต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้เลย

นักวิจัยที่ทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของผสมที่อยู่ในมหาสมุทรจะส่งผลอย่างไรต่อปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่ง (Algal blooms) ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในพื้นที่นอกชายฝั่งกาลิเซีย ประเทศสเปน จึงติดตามปริมาณของผสมในบริเวณดังกล่าวเป็นเวลาสองสัปดาห์ แต่กลับต้องของผสมปริมาณมหาศาลในทุกคืนอย่างไม่ทราบสาเหตุ พวกเขาจึงหาสาเหตุและพบว่ามีไข่อายุ 4 – 14 ชั่วโมงของปลาแอนโชวี่หรือปลากระตักอยู่นับพันใบ

การเปลี่ยนแปลงปริมาณของผสมในมหาสมุทรอย่างรุนแรงเกิดมาจากการรวมตัวจำนวนมากของปลาแอนโชวี่ เพื่อที่จะมามีเพศสัมพันธ์กัน และวางไข่ในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ความพิเศษของกิจกรรมของปลาพวกนี้ที่นักวิจัยพบคือ ลมฤดูร้อนในพื้นที่บริเวณดังกล่าวทำให้น้ำเย็นในส่วนลึกของมหาสมุทรเลื่อนตัวขึ้นใกล้ผิวน้ำที่อุ่นกว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้พวกปลาได้เริงรักกันอย่างมีความสุขที่สุด

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยมักไม่เชื่อว่าผลกระทบจากปลาขนาดเล็กจะส่งผลต่อของผสมในมหาสมุทรได้มากมาย หรือไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบได้เลยด้วยซ้ำ แต่การศึกษานี้ช่วยยืนยีนว่าปลาเหล่านี้สามารถเพิ่มปริมาณของผสมจำนวนมากในมหาสมุทรได้ และเมื่อมันกระจายไปทั่วโลกผ่านกระแสน้ำกับกระแสลม ก็จะช่วยสร้างสมดุลให้แก่มหาสมุทรในที่สุด

ทิ้งท้าย

ครบแล้ว Ig Nobel Prize ทั้ง 10 สาขาในปีนี้ ยียวนกวนประสาทตามเคย แต่ก็ทำให้ได้เห็นแนวคิดสุดล้ำของพวกนักวิจัย ถือว่าเป็นการอุ่นเครื่องสมองก่อนการประกาศรางวัลใหญ่อย่างโนเบลที่ดีไม่น้อยเลย และสำหรับใครที่ยังอ่านไม่จุใจ สามารถเข้าไปอ่านบทความงานวิจัยของจริงได้จากรายชื่อในเ็บไซต์ทางการของ Ig Nobel Prizes (คลิกที่นี่) หรือใครที่สนใจดูวิดีโอการประกาศรางวัลยาวประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งด้วยตัวเองก็สามารถไปชมต่อได้ (คลิกที่นี่)

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
Tags: Ig Nobel PrizeIg Nobel Prize 2023
Tanakrit Srivilas

Tanakrit Srivilas

Jack of all trades, passionate about Biotechnology, Molecular genetics, Evolutionary biology, and Communication.

Related Posts

ร้อนแล้วไง? นักวิทย์จาก MIT คิดวิธีเปลี่ยนความร้อนจากคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์
Computing

ร้อนแล้วไง? นักวิทย์จาก MIT คิดวิธีเปลี่ยนความร้อนจากคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์

byPeeravut Boonsat
04/03/2026
นักล่ามา ชีวิตเปลี่ยน : สำรวจกรณีศึกษาการนำ ‘หมาป่า’ กลับเข้าแพร่พันธุ์ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า และดึงดูดสัตว์อื่นเข้ามาในอุทยาน
Biology

นักล่ามา ชีวิตเปลี่ยน : สำรวจกรณีศึกษาการนำ ‘หมาป่า’ กลับเข้าแพร่พันธุ์ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่า และดึงดูดสัตว์อื่นเข้ามาในอุทยาน

byPeeravut Boonsat
26/09/2025
รวยไม่รู้ตัว : สาวโรมาเนียหยิบก้อนหินข้างทางมากั้นประตูเป็นสิบปีก่อนรู้ว่าหินก้อนนั้นคือก้อนอำพันราคาหลายล้าน
News

รวยไม่รู้ตัว : สาวโรมาเนียหยิบก้อนหินข้างทางมากั้นประตูเป็นสิบปีก่อนรู้ว่าหินก้อนนั้นคือก้อนอำพันราคาหลายล้าน

byPeeravut Boonsat
26/09/2025
ทฤษฎีพลิกวงการ : งานวิจัยใหม่ชี้ ‘ไพรเมต’ มาจากทวีปอเมริกาเหนือ
Biology

ทฤษฎีพลิกวงการ : งานวิจัยใหม่ชี้ ‘ไพรเมต’ มาจากทวีปอเมริกาเหนือ

byPeeravut Boonsat
16/09/2025

The Principia Fan Page

The Principia

ส่งเสริมสังคมสร้างสรรค์ ด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์

© 2021 ThePrincipia. All rights reserved.

The Principia Media

About Us
Staff Members
Contact Us
theprincipia2021@gmail.com

Follow us

No Result
View All Result
  • ข่าว
  • เทคโนโลยี
    • หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์
    • วิศวกรรม
    • ยานพาหนะ
    • พลังงาน
    • เทคโนโลยีอาหาร
    • เทคโนโลยีการคำนวณ
    • เทคโนโลยีอวกาศ
  • ฟิสิกส์
  • เคมี
  • ชีววิทยา
    • วิทยาศาสตร์สุขภาพ
    • ชีววิทยาโมเลกุล
    • วิวัฒนาการ
    • สัตววิทยา
    • พฤกษศาสตร์
    • จุลชีววิทยา
    • กีฏวิทยา
    • นิเวศวิทยา
  • ดาราศาสตร์
    • ฟิสิกส์ดาราศาสตร์
    • จักรวาลวิทยา
    • วิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์
  • อื่น ๆ
    • Sci-fi
    • วิทยาศาสตร์การกีฬา
    • คณิตศาสตร์
    • จิตวิทยา
    • ศิลปะ & วัฒนธรรม
    • ประวัติศาสตร์
    • ปรัชญา