เป็นทราบกันดึว่าอาหารแปรรูปขั้นสูง (UPFs) อาทิ ขนมหวาน น้ำอัดลม และอาหารสำเร็จรูป ล้วนเป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ทำไมเราถึงยังกินอาหารแปรรูปอย่างต่อเนื่องแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันอันตรายกันล่ะ?

ที่มา : https://ichef.bbci.co.uk/ace/ws/800/cpsprodpb/9d39/live/09471c10-e74c-11ee-860f-4b0b053e4cd0.png.webp
จากรายงานการวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 3 แห่งในสหรัฐฯที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Milbank Quarterly ระบุว่าอาหารแปรรูปนั้นถูกผลิตออกมาให้ผู้รับประทานมีอาการ ‘เสพติด’ เหมือนการสูบบุหรี่ โดยมีการปรับแต่ง ‘ปริมาณ’ และ ‘ความเร็ว’ ในการออกฤทธิ์ต่อระบบการให้รางวัล (Reward Pathways) ในร่างกาย ร่วมกับการใช้สารเติมแต่งทางเคมี (Additives) อย่างสารให้สีและกลิ่นสังเคราะห์ เพื่อกระตุ้นความอยากกินที่ยากเกินกว่าที่จะต้านทานได้
นอกจากนี้ งานวิจัยยังเปรียบเทียบว่าคำโฆษณาบนซองอาหารอย่าง ‘ไขมันต่ำ’ (Low Fat) หรือ ‘ไม่มีน้ำตาล’ (Sugar Free) แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงการ ‘ฟอกขาวด้านสุขภาพ’ (Health Washing) ที่คล้ายกับการโฆษณา ‘ก้นกรองบุหรี่’ ในช่วงปี 1950 ที่อ้างว่าช่วยปกป้องสุขภาพ ทั้งที่ในความจริงแล้วแทบไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย
ทางด้านนักวิจัยเน้นย้ำว่า มาตรการป้องกันสุขภาพไม่ควรเป็นเพียงความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่บอกให้เรา ‘กินแต่พอดี’ เพราะในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน เราแทบจะหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ได้ยากมาก รัฐบาลจึงควรบังคับใช้กฎหมายกับอุตสาหกรรมอาหารโดยตรง เช่น การจำกัดการโฆษณาและการตลาด การใช้มาตรการทางภาษี และการติดป้ายเตือนที่ชัดเจน เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับการควบคุมยาสูบ
แม้จะมีข้อโต้แย้งจากผู้เชี่ยวชาญบางส่วนว่าอาหารแปรรูปอาจไม่ได้เสพติดในเชิงเภสัชวิทยาเหมือนนิโคตินเสียทีเดียว แต่อาจเป็นผลมาจากความคุ้นชินและพฤติกรรมเรียนรู้ ทว่าบทสรุปของรายงานฉบับนี้ยืนยันว่า ไม่ว่าอาหารแปรรูปจะถือเป็นสารเสพติดหรือไม่ โทษของอาหารแปรรูปต่อระบบสาธารณสุขนั้นชัดเจนเกินกว่าจะนิ่งเฉยได้ การมองว่าอาหารแปรรูปคือภัยคุกคามในระดับเดียวกับบุหรี่อาจช่วยให้รัฐบาลสามารถคิดมาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องชีวิตของพวกเราทุกคนได้ทันเวลา




