‘ป่าฝน’ ถือว่าเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนจากที่สำคัญโลก โดยเฉพาะผืนป่าแอมะซอนในทวีปอเมริกาใต้ที่เป็นป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามการปลดปล่อยคาร์บอนของมนุษย์กำลังให้ป่าแห่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในแบบที่เรียกว่าเป็นพลังบวกเชิงลบก็ว่าได้
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี นักวิทย์นานาชาติกว่า 100 คนทั่วโลก ได้เผยข้อมูลผ่านงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Plants ว่าต้นไม้ยืนต้นที่มีอายุหลายร้อยปีในป่าแอมะซอนกำลังขยายตัวขึ้นกว่า 3.3% ต่อทศวรรษ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่เร็วกว่าปกติกว่าที่มันควรจะเป็นมาก ๆ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าแก๊สเรือนกระจกเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้นไม้ดูดซับคาร์บอนมาใช้ในการเจริญเติบโตมากขึ้น

ที่มา : https://www.birmingham.ac.uk/news/2025/the-fattening-forest-trees-of-the-amazon-are-getting-bigger
อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเสียเท่าไหร่นัก เนื่องจากการขยายตัวของต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้นกลับทำให้ปริมาณการดูดซับคาร์บอนของป่าอาจลดลงมากกว่าเดิม เนื่องจากร่มเงาของต้นไม้ใหญ่นั้นได้ไปปิดบังแสงอาทิตย์ ไม่ให้ส่องลงมาถึงพื้นป่าเบื้องล่าง ทำให้ต้นไม้ที่เล็กกว่าไม่สามารถเติบโตขึ้นมาได้ พื้นที่เบื้องล่างต้นไม้ใหญ่จึงสูญเสียศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนเพิ่มเติมไปเปล่า ๆ
มิหนำซ้ำแก๊สเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น ยังเพิ่มโอกาสการเกิดภัยคุกคามอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อต้นไม้ใหญ่ในระยะยาวได้ ยกตัวอย่างเช่น ภัยแล้ง ไฟป่า และ ฟ้าผ่า แถมล่าสุดรัฐบาลบราซิลก็เพิ่งอนุมัติร่างกฎหมาย เพื่อผ่อนปรนการออกใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมในการปูทางหลวงที่ตัดผ่านใจกลางของป่าอะเมซอน ทั้งยังไม่นับปัญหาลักลอบตัดไม้ทำลายป่าที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรังในประเทศที่ป่าแอมะซอนตั้งอยู่ด้วย
หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ในทศวรรษนี้เราอาจต้องสูญเสียพื้นที่ป่าฝนของโลกไป 10-47% ภายในปี 2050 ช่างน่าเศร้าหากจินตนาการว่าต้นไม้ใหญ่นั้นสามารถแสดงอารมณ์ได้เหมือนมนุษย์ ในแวบแรกพวกมันก็คงจะดีใจที่ได้รับคาร์บอนเพิ่มขึ้นเพื่อมาใช้ในการเจริญเติบโต แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์ที่นำคาร์บอนมาให้ต้นไม้นั้น กำลังคร่าชีวิตป่าทั้งป่าอย่างช้า ๆ
อ้างอิง
https://www.birmingham.ac.uk/news/2025/the-fattening-forest-trees-of-the-amazon-are-getting-bigger



