สุภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ซึ่งหมายถึงท่ามกลางความคับขัน หรือกลียุคจะต้องมีใครสักคนที่สามารถแสดงศักยภาพเพื่อให้เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านพ้นไป เช่น ช่วงแห่งการแย่งชิงของนครรัฐต่าง ๆ ในแผ่นดินจีนย่อมต้องมีบุรุษที่ได้รวบรวมแผ่นดินและสถาปนาราชวงศ์ของตัวเองขึ้นมา
ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้นั้นไม่ได้เกิดแค่เฉพาะจีนเท่านั้น แต่เกิดในทุกพื้นที่ทั่วโลกตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ ที่ความขัดแย้งจะสร้างผู้นำที่สยบกลียุคนั้นและได้รับความไว้วางใจของคนทั้งชาติในดำรงตำแหน่งแม้ว่าผู้นำคนนั้นจะเป็นผู้นำเผด็จการก็ตาม แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ภาพซ้ำ ๆ นี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งทางประวัติศาสตร์
ศาสตราจารย์ Mark van Vugt จากมหาวิทยาลัย Amsterdam และรองศาสตราจารย์ Lasse Laustsen จากมหาวิทยาลัย Aarhus ได้ทำการศึกษาทางจิตวิทยาของความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อผู้นำที่สยบความขัดแย้งพบว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เพียงอุปทานหมู่ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ แต่เป็นระบบทางจิตวิทยาที่ฝังรากลึก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ชอบผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาด หรือเหนือกว่าที่สยบความขัดแย้งมากกว่าผู้นำที่ประนีประนอม
โดยศาสตราจารย์ทั้งสองได้อธิบายที่มาของระบบทางจิตวิทยานี้ว่าเกิดจากบรรพบุรุษของเรามักเผชิญความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่เป็นอันตราย ดังนั้นการติดตามผู้นำที่โดดเด่นทางร่างกาย และก้าวร้าวอาจเพิ่มความอยู่รอดได้มากกว่าผู้นำที่ประนีประนอม เมื่อเวลาผ่านไปสังคมมีการพัฒนาแนวคิดการติดตามผู้นำแบบนี้ได้นำมาสู่การพัฒนาของระบอบเผด็จการรูปแบบต่าง ๆ ที่ฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ของพวกเรา ทำให้บ่อยครั้งที่ผู้นำที่สยบกลียุคมักมาพร้อมอำนาจเผด็จการ

ที่มา : https://artinhistory0.blogspot.com/2019/04/paleolithic.html
ทีมนักวิจัยได้ทำการทดสอบในหลายประเทศผ่านแบบทดสอบจำนวนสี่ชุดเพื่อตรวจสอบว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มส่งผลต่อความชื่นชอบของคนอย่างไร โดยผู้เข้าร่วมจะถูกสุ่มให้อยู่ในสถานการณ์ 3 รูปแบบ คือ ภาวะสงคราม ช่วงเวลาสันติภาพ และเงื่อนไขการควบคุมที่เป็นกลาง ซึ่งในบททดสอบชุดแรกผู้ทดลองจะได้เลือกบุคคลที่มีใบหน้าแตกต่างกัน พบว่าผู้เข้าร่วมที่อยู่ในภาวะสงครามมีแนวโน้มเลือกใบหน้าที่โดดเด่นเป็นผู้นำมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ในช่วงเวลาสันติภาพผู้นำที่โดดเด่นจะถูกเลือกน้อยลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามรูปแบบการเลือกผู้นำแบบนี้กลับมีน้อยลงในกลุ่มทดลองในประเทศรัสเซีย และไนจีเรีย
การทดลองชุดที่สองได้มีการพิจารณาความชอบในตัวผู้นำผ่านลักษณะความเป็นผู้นำ รวมถึงการครอบงำ ความอบอุ่น และความสามารถพบว่าในภาวะสงครามคนมักเลือกผู้นำที่โดดเด่นมากกว่าที่จะเลือกผู้นำที่อบอุ่น ในขณะที่ความสามารถเป็นปัจจัยหลักที่ถูกเลือกในทุกสถานการณ์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งเพิ่มความปรารถนาในการครอบงำมากเพียงใด
การทดลองชุดที่สามซึ่งมุ่งเน้นไปที่ความแตกต่างของแต่ละบุคคลพบว่าผู้นำที่เป็นเผด็จการฝ่ายขวาจัด และครอบงำทางสังคมจะถูกชอบมากกว่าในกลุ่มที่เชื่อว่าโลกนั้นอันตราย และมีการแข่งขันมากเพียงใด ซึ่งแนวโน้มนี้ยังคงมีความสำคัญแม้จะมีการควบคุมอายุ เพศ รายได้ และการศึกษาก็ตาม
การทดลองชุดที่สี่ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายนั้นดูปัจจัยระดับประเทศในประเทศที่มีประวัติความขัดแย้งทางอาวุธหรือการใช้จ่ายทางทหารสูงพบว่าประเทศที่มีการสนับสนุน หรือการใช้จ่ายต่อหัวในการทหารมากประชาชนมีแนวโน้มที่จะชื่นชอบผู้นำที่แข็งแกร่งมากกว่าผู้นำที่อ่อนแอ
เมื่อนำผลการทดลองทั้ง 4 มารวมเข้าด้วยกันจะพบว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะชอบผู้นำที่แข็งแกร่ง และโดดเด่นมากกว่าโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในการขัดแย้งระหว่างกลุ่ม หรือที่เราเรียกว่า ‘จิตวิทยาผู้ติดตาม’ โดยแนวคิดที่ว่าผู้นําที่เข้มแข็งจะสามารถปกป้องกลุ่มจากศัตรูภายนอกได้ดีกว่าได้รับการพัฒนามาหลายพันปีและฝังรากลึกในสังคมมาตั้งแต่อดีต ถึงแม้ว่าสิ่งนี้อาจจะตอบสนองกับการปกครองกลุ่มขนาดเล็กได้ดีกว่ารูปแบบรัฐชาติสมัยใหม่ และความซับซ้อนทางการฑูตก็ตาม
อย่างไรก็ตามผลการทดลองนี้แม้จะสนับสนุนแนวคิดที่ว่าประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบผู้นำที่แข็งแกร่งมากกว่าผู้นำที่ประนีประนอมทางการฑูต แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าสิ่งนี้จะเป็นกับมนุษย์ทุกคนเนื่องจากในการทดลองในยูเครนในขณะที่กำลังเผชิญภาวะสงครามพบว่าถึงแม้ประชาชนส่วนใหญ่จะชื่นชอบผู้นำที่แข็งแกร่งและยืนหยัดสู้ต่อ แต่ประชาชนที่ฝักใฝ่ในช่วงเวลาสันติภาพกลับเลือกที่จะชอบผู้นำที่ประนีประนอมมากกว่า เนื่องจากสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้นมีแต่ความสูญเสีย และไม่ก่อประโยชน์แม้แต่ในผู้ชนะสงครามก็ตาม
อ้างอิง
https://www.psypost.org/major-study-points-to-evolved-psychology-behind-support-for-strongmen







